ทูเคิ่ลกับหนทางอีกยาวไกลที่ต้องพิสูจน์กับ PSG

ทูเคิ่ลกับหนทางอีกยาวไกลที่ต้องพิสูจน์กับ PSG

มันคงไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนักกับการที่ผจก.ทีมซักคนจะออกอาการไม่ค่อยแฮปปี้หลังเห็นทีมของตนคว้าชัยชนะได้ในการแข่งขันภายในประเทศ แต่มันก็พึ่งเกิดขึ้นที่ สต๊าด เวโลโดรม ในเกม ลีกเอิง จากการที่ โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เอ่ยปากยอมรับว่า เขารู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์หลังเห็นลูกทีมของตนเองบุกไปเอาชนะ โอลิมปิก มาร์กเซย คู่แข่งสำคัญ 2-0 โดยปกติแล้วคุณคงคาดหวังจะได้เห็นรอยยิ้มแห่งความสุขสมหวังของเขา ทั้งๆที่ PSG พึ่งสร้างสถิติชนะรวดในลีก 11 เกมนับตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาลมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทียบเท่ากับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ยุครุ่งเรืองในซีซั่น 1960-61 แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกโกรธไม่ใช่เรื่องที่ทีมคว้าชัยชนะหรือผลงานในการสร้างสถิติอันสวยหรู แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่พอใจก็คือการตัดสินใจบางอย่างของเขาก่อนเกมจะเริ่มต้นขึ้นเพียงไม่กี่ชม.

คีเลียน เอ็มบัปเป้ และ อาเดรียง ราบิโอต์ เดินทางมาเข้าประชุมก่อนเกมในช่วงบ่ายช้ากว่ากำหนดจึงทำให้ ทูเคิ่ล ลงโทษเขาทั้งสอง จากที่ทั้งคู่ถูกคาดหมายว่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในนัดนี้ก็ถูกดร็อปไปเป็นแค่ตัวสำรอง ด้วยสาเหตุที่ 2 ดาวเตะเลือดน้ำหอม ต้องการชมเกม เอล กลาซิโก้ ระหว่าง บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด จนจบครึ่งเวลาแรกเสียก่อน จนทำให้มาถึงที่มีตติ้งสายไป 5 นาที

“สำหรับผมแล้ว มันเป็นช่วงเวลาเย็นที่ไม่ค่อยดี คุณวางแผนเอาไว้แต่คุณก็ต้องเปลี่ยนแปลงมัน ผมไม่ชอบเอาซะเลย ผมรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องนี้ ผมคงต้องทบทวนถึงมันอีกรอบ มันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด” ทูเคิ่ล เผยความรู้สึกกับผู้สื่อข่าว

ก่อนหน้านั้นไม่นานเขาก็พึ่งอธิบายว่า “ผมจำเป็นต้องทำอย่างนั้น มันเป็นข้อบังคับทางด้านวินัย ผมไม่ชอบส่งทีมที่ปราศจาก คิลิยัน และ อาเดรียง ลงไปหรอก แต่มันเป็นเรื่องจำเป็น” แล้วเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น? คำตอบง่ายๆก็คือ ทูเคิ่ล จำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงอำนาจหน้าที่ของเขา เขาต้องมีความหนักแน่น ไม่มีการยืดหยุ่นหรือผ่อนปรน แม้การทำเช่นนี้จะทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจแต่เขาจำเป็นต้องทำ เพราะเขาคือเจ้านายและเขาต้องแสดงให้ผู้เล่นทุกคนได้รับรู้ และจากแหล่งข้อมูลวงในก็แสดงให้เห็นว่าการมาสายในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ใช่เหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกกับ เอ็มบัปเป้ และ ราบิโอต์

เอ็มบัปเป้ เคยมาร่วมฝึกซ้อมสายเมื่อ 3 อาทิตย์ก่อน และเขาก็ได้รับการตักเตือนจาก ทูเคิ่ล ให้มีความตั้งใจมากกว่านี้ และยังมีข่าวลือเพิ่มเติมว่าเขามาที่โรงแรมของทีมสายอีกในวันอังคารของอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันก่อนที่ PSG จะลงเตะเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ นาโปลี ที่ ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์ แต่ทว่าเจ้าตัวก็ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาครั้งหลังสุดโดยบอกว่า เขาคือผู้เล่นกลุ่มแรกที่มาถึงสนามแข่งในคืนวันอังคารและสามารถค้นหาความจริงได้เลยจากกล้องของทาง ยูฟ่า

ความห่วยของ ราบิโอต์

ราบิโอต์ ก็เป็นนักเตะอีกหนึ่งคนที่มักทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนจากการมาสายถึง 2-3 ครั้งไปแล้วในซีซั่นนี้ อันที่จริง อดีตเฮดโค้ช โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สามารถตำหนิผู้เล่นทั้ง 2 ออกผ่านสื่อได้ไม่ยาก แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ทำ อย่างไรก็ตามเขาก็เคยเปรยๆก่อนนี้หลายครั้งแล้วว่า “ถ้ามันเกิดขึ้นอีกซักครั้ง ผู้เล่นคนนั้นก็จะไม่ได้ลงสนาม” ในทางกลับกันก็มีผู้เล่นบางคนที่ได้รับผลประโยชน์จากกการลงโทษครั้งนี้ นั่นก็คือ ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ ที่ได้รับโอกาสอยู่ในไลน์อัพ 11 คนแรกแทน พร้อมกับเป็นผู้ยิงประตูปิดท้ายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ โดยที่เจ้าตัวได้ออกมากล่าวอะไรบางอย่างหลังเกมว่า “เราได้แสดงให้เห็นว่าสโมสรและทีมมีความสำคัญกว่าผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง” ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือคำพูดที่กระทบชิ่งไปถึง เอ็มบัปเป้ และบางทีมันอาจเป็นการแย้มให้เห็นถึงสิ่งที่แอบซุกซ่อนอยู่ในภายในห้องแต่งตัวของพวกเขาในขณะนี้

ความห่วยของ ราบิโอต์

ในส่วนของ ดาวยิงวัย 19 ปี ก็มีอาการหงุดหงิดตลอดตั้งแต่ช่วงบ่ายวันนั้น ในขณะที่ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่ต้องอยู่บนม้านั่งสำรองเช่นกันก็ได้มีการพูดคุยกับเขาเป็นระยะเวลานานก่อนเกมจะเริ่มขึ้น จนกระทั่ง เอ็มบัปเป้ ถูกส่งลงสนามมาในนาทีที่ 62 และกลายเป็นตัวทีเด็ดของทีมในทันที รวมถึง ราบิโอต์ ที่ถูกเปลี่ยนลงมาแทน อังเคล ดิ มาเรีย ในอีก 17 นาทีต่อมา แต่ในขณะที่ ราบิโอต์ เลือกที่จะปิดปากเงียบหลังเกมจบ ทางด้าน เอ็มบัปเป้ ที่ถูกสัมภาษณ์จากสถานีโทรทัศน์ใน ฝรั่งเศส และมีโอกาสที่จะเอ่ยคำขอโทษเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาได้รับบทเรียนนี้แล้ว เจ้าตัวกลับเลือกที่จะพูดไปในทิศทางอื่นว่า “ยอดทีมต้องพึ่งพากลุ่มคนที่เป็นผู้นำ และพวกเขาต้องช่วยสร้างความแตกต่างในโอกาสที่สำคัญ ผมคิดว่าผมสามารถรับบทบาทนี้ได้อย่างที่ผมทำลงไปในวันนี้ ผมจะต้องเดินหน้าต่อไปและคงอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง”

และนี่ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่กำลังทอดยาวออกไป จากสิ่งที่ เอ็มบัปเป้ แสดงออกมาชี้ให้เห็นว่าเขาไม่เชื่อว่าตนเองมีความผิดแต่อย่างไร แต่เขาควรจะต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า ผู้นำจะไม่มาสายในการประชุม และบทบาทที่แท้จริงของผู้นำก็คือการทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับทัศนคติและความประพฤติที่เหมาะสม จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ทูเคิ่ล ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตและแรงกดดันที่แท้จริงในการทำงานของเขา มันเหมือนเป็นอีเวนต์รับน้อง “ยินดีต้อนรับสู่ PSG” ที่ผจก.ทีมคนก่อนๆเคยสัมผัสกันมาแล้ว อันที่จริงมันเหมือนเป็นการรื้อขนบธรรมเนียมเก่าๆที่ทั้ง โลร็องต์ บล็องต์ และ อูไน เอเมรี่ เคยสร้างเอาไว้ อดีตกุนซือทั้งสองได้เคยมอบอิสระเสรีให้กับทีมไว้มากมายตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

บล็องต์ กับการเข้ามาคุมทีมใหม่

ภายหลังการย้ายเข้ามาคุมทีมใหม่ๆ บล็องต์ รู้สึกไม่ค่อยพอใจกับความหย่อนยานในระเบียบวินัยรวมถึงทัศนคติโดยรวมของบรรดานักเตะ จนทำให้เขาเรียกทั้งหมดเข้ามารวมกันและตั้งคำถามว่า “มีใครที่นี่เคยได้แชมป์ เวิลด์ คัพ บ้างไหม?” หลังความเงียบผ่านพ้นไป เขาก็เอ่ยออกมาว่า “มีเพียงแค่ฉันสินะ” ซึ่งในตอนนั้นเขาคิดว่า เขาได้รับความเคารพจากในห้องแต่งตัวและได้แสดงออกถึงอำนาจหน้าที่ที่มีแล้ว แต่สิ่งที่เขาคิดก็ไม่ได้อยู่ยืนยาวซักเท่าไร

ในขณะที่ เอเมรี่ ตัดสินใจได้ในเวลาอันรวดเร็วว่าเขาจะไม่ลงไปล้วงลูกมากนักกับเรื่องราวภายในห้องแต่งตัว แต่ ทูเคิ่ล เลือกที่จะทำในสิ่งตรงกันข้าม ตลอดช่วงชีวิตการคุมทีมเขาจะมีท่าทีที่หนักแน่นกับบรรดานักเตะอยู่เสมอ สมัยอยู่กับ ดอร์ทมุนด์ เขาเคยตัด ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ออกจากทีมภายหลังจากที่เจ้าตัวเดินทางไปงานปาร์ตี้ที่ มิลาน ในช่วงวันหยุดโดยไม่ได้ขออนุญาตกับทางสโมสร ดาวยิงชาวกาบอง ต้องนั่งดูเพื่อนอยู่บนอัฒจันทร์ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ สปอร์ติ้ง ในเดือนพฤศจิกายน 2016 แต่หลังจากนั้น 4 วันเขาก็ได้ลงสนามในเกมกับ ฮัมบูร์ก และกระหน่ำไป 4 ประตู ทูเคิ่ล รู้วิธีที่จะควบคุมบรรยากาศในห้องแต่งตัว สำหรับเขาแล้วกฎก็คือกฎและทุกคนต้องปฏิบัติตาม ทั้งหมดนี้ด้วยความเชื่อมั่นที่ว่ามันคือหนทางเดียวที่จะช่วยนำพาความสำเร็จมาให้ หากแต่เขาจะเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่ฝังลึกอยู่ในภายในห้องแต่งตัวของ PSG ได้จริงหรือไม่? เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์

บล็องต์ กับการเข้ามาคุมทีมใหม่